Wednesday, August 12, 2009

ชมฝนดาวตกเปอร์เซอุสคืนนี้






ชมฝนดาวตกเปอร์เซอุสคืนนี้


สมาคมดาราศาสตร์ไทยรายงาน ประเทศไทยจะเห็นฝนดาวตกเช่นกัน คาดจะเห็นถี่มากที่สุดในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 ส.ค. ด้วยอัตรา 50-60 ดวง/ชม. แต่อาจมีแสงจันทร์เป็นอุปสรรค

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (11 ส.ค.) ว่า ในวันนี้ ( 12 ส.ค.) โลกจะโคจรผ่านกลุ่มฝุ่นควันที่หนาทึบที่สุดของดาวหาง "Swift-Tuttle" เป็นเหตุให้สะเก็ดของดาวหางตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของโลก และเกิดการลุกไหม้กลายเป็นลำแสงฝนดาวตกทั่วท้องฟ้า ทำให้สามารถมองเห็นฝนดาวตกได้ด้วยตาเปล่า

ทั้งนี้ นายบิล คุ๊ก นักดาราศาสตร์จากองค์การนาซ่า แนะนำว่าหากใช้กล้องส่องทางไกลอาจดีกว่ามองดูด้วยตาเปล่า สามารถชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ได้ที่บริเวณกลุ่มดาวเปอร์เซอุส ซึ่งเป็นกลุ่มดาวทางเหนือของท้องฟ้า อยู่ระหว่างกลุ่มดาวอันโดรเมดา, กลุ่มดาวแคสสิโอเปีย, กลุ่มดาววัว และกลุ่มดาวสารถี โดยปรากฏการณ์นี้จะเริ่มตั้งแต่ 22.00 น. คืนนี้ จนถึงรุ่งสางของวันพรุ่งนี้

สำหรับประเทศอังกฤษมีสามารถชมฝนตาวตกได้ตั้งแต่เช้าวันนี้ จนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ทางการอังกฤษคาดว่าประชาชนจะนิยมไปชมฝนดาวตกกันที่สนามกีฬา สวนสาธารณะ หรือแม้กระทั่งบริเวณเขตป่าอนุรักษ์

ด้านสมาคมดาราศาสตร์ไทยรายงานว่า ประเทศไทยจะเห็นฝนดาวตกเช่นกัน คาดว่าจะเห็นถี่มากที่สุดในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 ด้วยอัตรา 50-60 ดวงต่อชั่วโมง แต่อาจมีแสงจันทร์เป็นอุปสรรค

ในคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส ไร้แสงจันทร์แสงไฟ และเมฆหมอกรบกวน แลเห็นดาวระยิบระยับเต็มทั่วฟ้าถ้าแหงนหน้ามองท้องฟ้าเป็นเวลาไม่นานนัก เรามักจะได้เห็นแสงสว่างวูบวาบเคลื่อนผ่านไปในท้องฟ้าที่เรียกว่าดาวตก หรือ ผีพุ่งไต้ แท้จริงแสงวูบวาบที่เราเห็นไม่ได้เป็นดาว แต่เป็นก้อนหินขนาดเล็ก ๆ ที่ล่องลอยอยู่ทั่วไปในอวกาศ ซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาล เรียกว่า อุกกาบาต(Meteors) เมื่อเข้าใกล้โลกจะถูกโลกดึงดูด
วิ่งฝ่าเสียดสีกับบรรยากาศจนร้อนแดงลุกไหม้ ปรากฏแสงสว่างเคลื่อนเป็นทางยาวไปในท้องฟ้า ส่วนใหญ่แล้ว อุกกาบาตจะมีขนาดเล็กมาก ลุกไหม้หมดไปในบรรยากาศ มีบ้างที่อุกกาบาตมีขนาดค่อนข้างใหญ่ลุกไหม้ไม่หมดเหลือตกลงถึงพื้นโลกเป็น ลูกอุกกาบาต(Meteorites) หากลูกอุกกาบาตมีขนาดใหญ่มาก เมื่อตกกระแทกพื้นโลกจะทำให้เกิดหลุมอุกกาบาต เช่น หลุมอุกกาบาตแบร์ริงเจอร์(The Barringer Crater) ใกล้เมืองวินสโลว์(Winslow) รัฐอริโซน่า(Arizona) สหรัฐอเมริกา ปากหลุมกว้าง 1,280 เมตร ลึก 180 เมตร ความลึกนี้พอ ๆ กับตึกสูง 40 ชั้น ประมาณว่าลูกอุกกาบาตที่ตกกระแทกทำให้เกิดหลุมครั้งนี้คงมีน้ำหนักราว 1 ล้านตันตกเมื่อประมาณ 20,000 ปีมาแล้ว

หลุมอุกกาบาตแบร์ริงเจอร์


นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่ามีอุกกาบาตตกใส่โลกวันละมากกว่า 20 ล้านชิ้น รวมน้ำหนักกว่า 1,000 ตัน
แต่อุกกาบาตส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมาก เมื่อเสียดสีจนลุกไหม้ก็มีความสว่างน้อยมากจนมองไม่เห็น เฉพาะ
ลูกอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่หน่อยจึงเสียดสีลุกไหม้ แล้วมีความสว่างมากพอมองเห็นเป็นดาวตกได้ ประมาณ
ว่ามีลูกอุกกาบาตที่มีน้ำหนักมากกว่า 0.5 กิโลกรัมตกลงสู่พื้นโลกปีละประมาณ 150 ลูก ขนาดเล็ก ๆ คงมี
จำนวนมากแต่ส่วนใหญ่จะตกในทะเล มหาสมุทร หรือป่าเขาลำเนาไพรยากแก่การพบเห็น ลูกอุกกบาตที่สำรวจพบจึงเป็นเพียงส่วนน้อยมาก ผิวของลูกอุกกาบาตที่พบจะมีรอยไหม้ดำเกรียมเสมอเพราะต้องผ่านการ
เสียดสีกับบรรยากาศโลกจนลุกไหม้มาก่อนตกถึงพื้นโลก

ลูกอุกกาบาต

แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามองค์ประกอบของแร่ธาตุ ได้แก่ ลูกอุกกาบาตหิน เป็นชนิดที่พบมากที่สุด
ถึง 93% ลูกอุกกาบาตเหล็กประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลประมาณ 99% สำรวจพบประมาณ 6% และชนิด
ที่พบน้อยที่สุดเพียง 1% คือ ลูกอุกกาบาตหินปนเหล็ก

ฝนดาวตกและดาวหาง

เมื่อดาวหางเคลื่อนใกล้ได้รับพลังงานและรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้ก๊าซและน้ำที่จับตัวแข็งรวมกับฝุ่น
ดิน หินในส่วนหัวเกิดการระเหิด ฝุ่น และดินหินหลุดออกมาจากส่วนหัวทิ้งเป็นทางยาวตามการเคลื่อนที่ของ
ดาวหาง(เมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ปรากฏเป็นหางยาว) ฝุ่นดินหินที่หลุดออกมาจากดาวหางนี้จึงปรากฏอยู่ตามทางที่ดาวหางเคลื่อนที่ผ่านไป หากเส้นทางที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ตัดผ่านกับเส้นทางที่ดาวหางเคยเคลื่อนผ่านมาก่อน ในวันที่โลกอยู่ในตำแหน่งนั้น โลกจึงเคลื่อนเข้าใกล้เศษดินหินที่หลุดออกมาจากดาวหาง แรงดึงดูดของโลกทำให้มีดินหินตกเข้าสู่บรรยากาศของโลกมากกว่าปกติ ในวันนั้นจะเห็นดาวตกจำนวนมาก เรียกว่าฝนดาวตก หรือ ฝนอุกกาบาต(Meteor Shower) ฝนดาวตกบางชุดอาจมีจำนวนมากถึง 40-50 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง โดยทิศทางการเคลื่อนที่ของดาวตกในฝนดาวตกแต่ละชุดจะมีทิศพุ่งออกจากจุดจุดหนึ่งในท้องฟ้าถ้าจุดนี้อยู่ในกลุ่มดาวใดจะเรียกชื่อฝนดาวตกตามชื่อของกลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวนายพราน(Orionids) ดาวตกในฝนดาวตกชุดนี้มีทิศทางการเคลื่อนที่พุ่งออกจากกลุ่มดาวนายพราน(Orion) เห็นได้ในช่วงวันที่16-26 เดือนตุลาคมของทุกปี ปรากฏมากที่สุดประมาณวันที่ 20-21 ตุลาคม เป็นตำแหน่งในทางโคจรของโลกที่ดาวหางฮัลเล่ย์เคยเคลื่อนที่ผ่าน

ในรอบปีจะมีฝนดาวตกเกิดขึ้นทุกเดือน มากกว่า 25 ชุด ฝนดาวตกที่น่าสนใจได้แก่

ชื่อเรียก
Quadrantids
Lyrids
Eta Aquarids
Delta Aquarids
Perseids
Orionids
Taurids
Leonids
Geminids

วันที่เห็นมากที่สุด
มกราคม 3-4
เมษายน 21-22
พฤษภาคม 4-5
กรกฎาคม 29-30
สิงหาคม 11-12
ตุลาคม 20-21
ตุลาคม 31-2 พฤศจิกายน
พฤศจิกายน 17-18
ธันวาคม 13-14
ครั้งต่อชั่วโมง

40
15
20
20
50
25
15
15
50
ดาวหางที่เกี่ยวข้อง
-
Comet 1861 I
Halley's Comet
-
Comet 1862 III
Halley's Comet
Comet Encke
Comet 1866 I
-


อ้างอิงที่มา :ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 สิงหาคม 2552, 16:22 น.

tags : ฝนดาวตก นักดาราศาสตร์

อ้างอิงที่มา http://www.geocities.com/Area51/Shire/1567/meteor.htm

เรียบเรียงจาก : เอกสารเผยแพร่ของ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

อ้างอิงภาพ http://www.konmun.com/NewsUpdate1/id7327.aspx

0 comments:

Post a Comment